สคริปต์ Video Infographic

เขียนสคริปต์ Video Infographic ให้ดีด้วย 7 ขั้นตอน ทำอย่างไร




# สคริปต์ Video Infographic

Video Infographic นอกจากการคิดรูปแบบการนำเสนอที่ต้องออกแบบกราฟฟิคให้น่าสนใจแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายของการทำ Video Infographic พื้นฐานเลยคือ การเขียนสคริปต์ที่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาสำคัญได้อย่างตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ ดึงดูดและน่าสนใจ มาดูกันว่า ขั้นตอน 7 ขั้นตอนที่จะทำให้เขียนสคริปต์ Video Infographic ให้ได้ดี นั้นมีอะไรบ้าง

1. กำหนดวัตถุประสงค์ของเนื้อหา

หลังจากที่ได้รับบรีฟหัวข้อเนื้อหามาแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ การตอบคำถามของวัตถุประสงค์ของการทำวีดีโอได้แก่ ทำวีดีโอขึ้นเพื่ออะไรเช่นแนะนำองค์กร สินค้า แนะนำกระบวนการ ขั้นตอนการทำงาน หรือเพื่อให้ข้อมูล ต่อมาใครคือผู้ชม ช่วงวัยใด ผู้หญิงหรือผู้ชายซึ่งน่าจะมีรสนิยม ชื่นชอบรูปแบบการนำเสนอแบบใด เป็นคนภายในองค์กร หรือนอกองค์กร

2. การลำดับการเล่าเรื่อง

เริ่มจากการทำความเข้าใจเนื้อหา วางแผนรูปแบบ นำเสนอจัดวางประเด็นสำคัญจะวางไว้ช่วงต้น ช่วงกลาง หรือช่วงท้าย นำเสนอรูปแบบการเล่าเรื่อง เริ่มจากปัญหา หรือตามลำดับกระบวนการทำงานเป็นขั้นตอน หรือเล่าแบบตรงไปตรงมา ซึ่งหลักสำคัญต้องคำนึงถึงเนื้อหาและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอให้น่าสนใจ

3. ย้ำ Call-To-Action

 เมื่อผู้ชม รับชมจนจบแล้ว สิ่งที่เราต้องการต่อไปคือให้คนดูทำอะไร การย้ำ Call-To-Action เป็นการสร้างการสรุปที่ย้ำให้ผู้ชมนั้นคล้อยตาม โน้มน้าวไปยังเป้าหมายที่เราวางไว้หลังจากที่ได้ชมวีดีโอจนจบ เช่นทิ้งท้ายว่า ชมข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.motioninfostudio.com หรือสามารถเลือกซื้อสินค้า ได้ที่ 088-245-5429  โทรมาหาเราตอนนี้ หรือร่วมบริจาคได้ที่..... เป็นต้น

4. ตัดคำฟุ่มเฟือย

สังเกตุช่วงที่อ่านตรวจทานสคริปต์แล้วรู้สึกว่าเจอคำนี้ถี่จนเกินไป อ่านออกเสียงแล้วสะดุด ไม่ลื่นหู ให้ลองตัดคำนั้นออกห่างไม่ทำให้เสียใจความสำคัญ

5. เว้นช่วงแล้วกลับมาใหม่

นี้คือเทคนิคอีกหนึ่งอย่างคือ หากเขียนเสร็จแล้วให้ลองเปลี่ยนอิริยาบถทำอย่างอื่น เช่น เข้าห้องน้ำพักผ่อน ทานข้าว ทานขนม แล้วลองกลับมาอ่าน สคริปต์อีกครั้ง อาจจะได้เห็นอีกมุมมองในการเขียนที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะการที่เราจดจ่อกับสิ่งนั้นมากเกินไปจะทำให้เกิดความตึงเครียด แล้วจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งการพักแล้วกลับมาตรวจทานอีกครั้ง จะทำให้เกิดไอเดียและความรอบครอบมากยิ่งขึ้น

6. อ่านออกเสียงสมมุติตัวเป็นนักพากษ์

เรื่องที่สำคัญของสคริปต์ Video Infographic อีกประการหนึ่งคือ การสื่ออารมณ์ไปยังผู้ชม สคริปต์ที่ดีต้องสามารถดึงดูดผู้ชมและสะกดให้หยุดฟังได้ ดังนั้นเมื่อเขียนเสร็จ ตรวจทานแล้วให้อ่านออกเสียงใส่อารมณ์ตามสคริปต์สมมุติตัวเราเป็นนักพากย์และอย่าลืมจับเวลาเพื่อเช็คจำนวนนาทีโดยประมาณเพื่อไม่ให้เกินจำนวนนาทีที่กำหนดไว้ เช็คว่าคำที่เลือกใช้ เนื้อหาในสคริปต์นั้นน่าสนใจ ดึงดูดแล้วหรือไม่ หากยังไม่พอใจก็ทำการปรับแต่งสคริปต์อีกครั้ง

7. หาผู้ชมจำลอง

ลองนำสคริปต์ไปอ่านแบบใส่ Feelingให้คนรอบตัวฟังอีกครั้ง แล้วลองเช็คดูโดยสอบถามว่าเนื้อเรื่องที่เราเขียนนั้นมีความเข้าใจหรือไม่ มีความวกวน งงส่วนไหนไหม หรือน่าเบื่อเกินไปหรือเปล่า และลองสอบถามว่า เรื่องที่ได้ฟังนั้นมีความน่าสนใจดีแล้ว หรือควรจะปรับแก้อย่างไรบ้างหรือไม่





ทำ Video Infographic อย่างไร

วิธีทำ Video Infographic อย่างไรให้น่าสนใจ




# ทำ Video Infographic อย่างไร

ขั้นที่ 1 สคริปต์ดีมีชัยไปครึ่ง

สคริปต์ที่ดีต้องไม่อัดแน่นจนเกินไปเช่น 30 วินาที ไม่ควรใช้เกิน 75 คำ  นึกถึงว่าทำ Video Infographic นี้ให้ใครดู  คนดูได้จะเรียนรู้ จดจำ และทำอะไร รู้สึกอย่างไร สคริปต์ที่ดีก็ควรมีเสียงพากษ์ที่ดี ฟังชัดถ้อยชัดคำ และดนตรีประกอบก็ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมให้มากอีกเช่นกัน

ขั้นที่ 2 คิดสตอรี่บอร์ด (Storyboard)

สร้างบ้านต้องมีแปลนบ้าน สตอรี่บอร์ดก็คือแปลนของการทำ Video Infographic ถ้าสร้างบ้านเสร็จแล้วจะแก้แปลนใหม่ต้องใช้งบประมาณบานปลายแน่ๆ เรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ดังนั้นขั้นตอนนี้เป็นอะไรที่สำคัญมากๆ

ขั้นตอนนี้เราจะนำสคริปต์ที่ได้มาสเก็ตเป็นภาพเล่าเรื่องว่าต้องการสื่อออกมาเป็นภาพแบบไหน ใช้มุมกล้องยังไง มีกราฟฟิกหรือข้อความอะไรประกอบบ้าง ถ้าคุณผู้อ่านนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงหนังสือการ์ตูนที่เรียงภาพเป็นช่องๆ

ขั้นที่ 3 ออกแบบกราฟฟิกสิ! รออะไร

นำสตอรี่บอร์ดที่ได้มาออกแบบกราฟฟิก ทำ Mood&tone board หา reference เผื่อกำหนดทิศทางการออกแบบ อาจจะเลือกมา 1-4 ช่องเพื่อไกด์ไลน์สีและสไตล์การออกแบบสำหรับช่องที่เหลือ

ขั้นที่ 4 ทำให้เคลื่อนไหว (Animation)

เปลี่ยนภาพนิ่งให้เคลื่อนไหว อย่าให้ภาพเคลื่อนไหวช้าจนเกินไปเพราะจะทำให้คนดูเบื่อและกดข้ามไปทันที แต่ต้องระวังไม่ให้เร็วจนเกินกว่าผู้ชมจะรับข้อมูลทัน ควรเลือกวิธีการเปลี่ยนภาพ (Transition) อย่างเหมาะสม เทคนิกการเปลี่ยนภาพที่ดีจะช่วยการเล่าเรื่องไหลลื่นได้ยอดเยี่ยมมาก ในทางกลับกันถ้าเลือกวิธีการเปลี่ยนภาพที่ไม่เหมาะสมจะสร้างความสับสนให้กับผู้ชมได้

ขั้นที่ 5 เสียงประกอบ

ลองนึกภาพถ้าคุณกำลังดูภาพยนตร์ที่มีแต่คำบรรยายไม่มีเสียงอะไรเลย ทุกอย่างเงียบไปหมดจะรู้สึกอย่างไร…  ใช่! เสียงเป็นสิ่งที่สำคัญสุดๆอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปกับ Video Infographic ได้ ทำให้รู้สึกดราม่า สนุก หวาดกลัว และอื่นๆ สำหรับ Motion Info Studio เราแบ่งประเภทเสียงออกเป็น 3 อย่างคือ 1) เสียงบรรยาย 2) ดนตรีประกอบ และ 3) Sound effect

ที่มา: columnfivemedia





c_b3

ทำ Infographic แล้วเอาไปใช้ที่ไหน ตอนไหนดี



ทำ Infographic แล้วเอาไปใช้ที่ไหน

บางคนอยากทำ Infographic เพราะรู้ว่าเป็นสื่อในการนำเสนอที่น่าสนใจ เข้าใจง่ายสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่ไม่รู้ว่าจะนำสื่อ Infographic ไปสอดแทรกหรือใช้ในโอกาสใดได้บ้าง

Motion Info Studio จะหยิบหยกสถานการณ์และช่องทางในการนำ Infographic ไปใช้เพื่อสร้างความแตกต่างที่น่าสนใจ ให้แก่เจ้าของข้อมูลกันค่ะ

1. ในงานวิจัย เราสามารถทำ Infographic เป็นบทสรุปตอนท้ายในแต่ละบทหรือแต่ละเรื่องของงานวิจัย เสมือนเป็นการรวบยอดองค์ความรู้และสรุปประเด็นงานวิจัยของข้อมูลที่ศึกษามาให้ง่ายแก่ผู้อ่านและผู้ที่ต้องการศึกษางานวิจัย

2. เอกสารและสื่อประกอบใน Presentation หากการพรีเซ็นรายงานรูปแบบเดิมๆ เปิด Powerpoint อ่านเลื่อนมาเลื่อนไปสร้างความน่าเบื่อให้ทั้งผู้นำเสนอและผู้ฟัง การใส่ภาพ Infographic จะเป็นการจับประเด็นให้น่าติดตาม ผู้ฟังเกิดความสนใจ ผู้นำเสนอก็สามารถอธิบายตามภาพกราฟฟิคหรือหัวข้อที่อยู่บนสไลด์ได้อย่างราบรื่น เลิกการ Present แบบเดิมๆที่น่าเบื่อไปได้เลย

3. หนังสือหรือนิตยสาร ต้องยอมรับว่าการอ่านหนังสือที่มีตัวหนังสือตลอดทั้งเล่ม ไม่เป็นที่นิยมมากนักเท่ากับหนังสือที่มีภาพประกอบการบรรยาย อธิบายในหนังสือ เพราะสร้างความสนใจ เป็นการรวบความคิดในการอ่านให้เข้าใจง่ายขึ้น น่าติดตาม คนอ่านรู้สึกไม่เคร่งเครียด และเพลิดเพลินในการอ่านมากยิ่งขึ้น หนังสือที่เรามักพบเห็นส่วนใหญ่ในการใช้ Infographic คือหนังสือประเภทการตลาด How to การบริหาร การเงิน จิตวิทยา เป็นต้น

4. เว็บไซต์ เสมือนเป็นหน้าร้านในโลกออนไลน์ที่บอกว่า เราเป็นใคร ทำอะไร มีสินค้าหรือบริการอะไร ช่องทางการติดต่อ ทั้งอาจจะมีการนำเสนอผลงานที่ผ่านมา รีวิวจากผู้ใช้งาน นำเสนอข่าวสารและโปรโมชั่น Infographic มีส่วนช่วยอย่างมากในการทำให้ผู้ชมหน้าเว็บไซต์เกิดความสนใจ เข้าใจ สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดได้มากขึ้นกว่ารูปแบบการอธิบายด้วยตัวอักษรเพียงอย่างเดียวตลอดเว็บไซต์ จากงานวิจัยเว็บไซต์ที่มีวีดีโอหรือสื่อ Infographic ยังสามารถดึงดูดให้ผู้ชมเว็บไซต์ อยู่ชมเว็บไซต์นานยิ่งขึ้น (ในหัวข้อถัดไปเราจะมาแนะนำการใช้สื่อ Infographic บนหน้าเว็บไซต์ให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้นกันค่ะ)

5. บนสื่อโปสเตอร์ โบชัว คู่มือ สื่อประชาสัมพันธ์เหล่านี้ มักมีภาพสินค้า ภาพนายแบบ นางแบบถือผลิตภัณฑ์ จนคนทั่วไปเกิดความเคยชินที่จะไม่หยุดอ่านหรือสนใจข้อมูลหากไม่ใช่สินค้าที่รู้จักอยู่แล้ว หรือเป็นนายแบบนางแบบที่ชื่นชอบ หากเปลี่ยนรูปแบบของสื่อ ให้มีภาพประกอบและให้ข้อมูลในรูปแบบของ Infographic ก็จะสามารถสร้างความแปลกใหม่ในการเข้าถึง สร้างความสนใจและเข้าใจสินค้าและบริการของเราได้อย่างรวดเร็ว

Infographic สามารถนำไปประกอบได้แทบจะทุกสื่อ ขึ้นอยู่กับว่าจะออกแบบและดึงข้อมูลให้มีความกลมกลืน ชัดเจน น่าสนใจเหมาะสมได้อย่างไร การทำ Infographic จึงต้องอาศัยประสบการณ์ ความรู้ทางศิลปะ การออกแบบ ภาษา การตลาดประกอบเข้าด้วยกันเพื่อผลลัพธ์ที่ตรงวัตถุประสงค์และความต้องการ





เนื้อหาอะไรสามารถนำมาทำ Infographic ได้บ้าง

ทำ infographic





เราต่างทราบกันดีว่า Infographic กำลังเป็นที่นิยมของหน่วยงานเอกชน ราชการ นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ นักการตลาด นักสื่อสารองค์กร และผู้ที่ต้องการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เพราะ Infographic นั้นสามารถสร้างการดึงดูดให้เกิดความสนใจ การรับรู้ เข้าชม ติดตามและแชร์ต่อในปริมาณมากและรวดเร็ว จึงเป็นประโยชน์ในการกระจายข้อมูลข่าวสาร และโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ทั่วถึงและรวดเร็ว

แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่า เนื้อหาประเภทใดที่จะเหมาะสมนำมาทำเป็น Infographic ได้บ้าง Motion Info Studio จึงขอหยิบประเด็นที่คนส่วนใหญ่นิยมทำทั้งจากทฎษฎีและประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของ Motion Info Studio ที่ทำให้กับลูกค้าของเรานะคะ

ประเด็นที่นิยมทำ Infographic ได้แก่

  1. Hot News คือข่าวเด่น ประเด็นฮ๊อต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ โรคระบาด เปิดตัวสินค้าใหม่ เนื้อหาอะไรก็ตามที่นำเสนอออกมาทันอยู่ในกระแสความนิยมและการพูดถึงในขณะนั้น
  2. How to เป็นการนำเสนอข้อมูลที่แนะนำขั้นตอนกระบวนการ ขั้นตอน อธิบายสิ่งนั้นๆให้เข้าใจง่าย ทำตามได้ง่าย เช่น วิธีการออมเงิน ขั้นตอนการใช้แอพลิเคชั่นตัวใหม่ เป็นต้น
  3. Report หากการรายงานรูปแบบเดิมๆสร้างความน่าเบื่อให้แก่คนอ่าน การทำ Infographic ก็สามารถดึงดูดผู้ชม ผู้ฟัง หรือผู้อ่านให้เข้าใจเนื้อหา สนใจการนำเสนอของเราได้มากขึ้น หากเป็นการนำเสนอรายงานที่ต้องมีคนเข้าฟังก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย น่าเชื่อถือ น่าสนใจแก่ผู้รายงานได้มากยิ่งขึ้น
  4. Compare การเปรียบเทียบข้อมูลด้วย Infographic จะสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อเหมือนการใช้ข้อมูลที่นำเสนอด้วยตาราง หรือตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ผู้อ่านยังเห็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจนสร้างผลลัพธ์ในการตัดสินใจได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบสินค้าของเรากับสินค้าของท้องตลาด การเปรียบเทียบพรรคการเมือง การเปรียบเทียบโปรโมชั่น หรือการเปรียบเทียบแพ็คเกจเป็นต้น
  5. Timeline คือการใช้ Infographic นำเสนอเรื่องราวความเป็นมา ลำดับขั้นตอน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เล่า Story ของแบรนด์ เราขั้นตอนลำดับขั้นต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ที่มาที่ไป สร้าง Inner ร่วมให้แก่แบรนด์ ให้เข้าถึงง่าย สร้างความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์และลูกค้ามากยิ่งขึ้น
  6. Information คือการนำเสนอข้อมูลทั่วไปในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเนื้อหานั้นอาจเป็นไปเพื่อต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม เพื่อต้องการเพิ่มยอดขาย หรือเพื่อสร้างกระแสสู่การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลนั้นแตกต่างกันไปตามประเภทของเนื้อหานั้น

จะเห็นได้ว่าการทำ Infographic นั้นสามารถรองรับได้ทุกๆความต้องการของผู้ส่งสารทั้งนี้หากคุณอยากทำ Infographic แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำ Infographic แบบใดดี สามารถปรึกษาทีมงาน Motion Info Studio เพื่อช่วยวิเคราะห์ให้ Infographic ของคุณตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การสมัครสมาชิก แนะนำสินค้า โปรโมชั่น แพ็คเกจ การสร้างเรื่องราวInner ร่วมกับแบรนด์ของคุณ หรือจะเป็นการให้ข้อมูลประโยชน์ส่วนผสมต่างที่อยู่ผลิตภัณฑ์ของคุณเราก็สามารถช่วยคุณแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เช่นกันค่ะ





Motion Graphic

ความหมายของ Infographic

Infographic คือ Information + Graphic

หากจะอธิบายง่ายๆก็คือ การนำข้อมูลที่ต้องการนำเสนอมาแปลงเป็นภาพ เพื่อให้สื่อสารได้อย่างน่าสนใจ สะดุดตา และเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

ส่วนวัตถุประสงค์ ของการสื่อสารโดยใช้ Infographic นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ส่งสาร ซึ่งในปัจจุบัน มักนิยมนำ Infographic มาใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารองค์กร และการโฆษณามากยิ่งขึ้น

หลักการสำคัญของการทำ Infographic ให้ประสบความสำเร็จนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆนั่นคือ

  1. Information คือเนื้อหาที่นำมาถ่ายทอดนั้นต้องมีความถูกต้อง เข้าใจง่าย สร้างสรรค์ อ่านแล้วเกิดความคล้อยตาม คิดตาม ปฏิบัติตาม หรือสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร

ตัวอย่างเช่น Infographic ที่ต้องการรณรงค์เพื่อต่อต้านการคอรัปชั่น สิ่งที่ต้องเกิดขี้นหลังจากทราบข้อมูล คือต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิด จิตใจของผู้อ่าน สู่การตระหนักรู้เข้าใจ และหลีกเลี่ยงการคอรัปชั่นมากขึ้น หรือ Infographic ที่ต้องการโปรโมทสินค้าตัวใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการทราบข้อมูลคือมีความเข้าใจรู้จักสินค้านั้น รุ้ถึงประโยชน์ เกิดความรู้สึกอยากได้ อยากซื้อ ทราบวิธีการสั่งซื้อ เกิดการซื้อขายในที่สุด

  1. Graphic หรือการออกแบบ ต้องใช้ทักษะสำคัญในการทำ Infographic คือความสามารถในการจับประเด็นเนื้อหาที่มีมาแบ่งกลุ่มจัดวางให้อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน น่าสนใจ โดยสร้างการดึงดูดทั้งสีสัน รูปทรง รูปแบบให้มีเอกลักษณ์ กลมกลืนในชิ้นงานและเนื้อหาที่ต้องการถ่ายทอด

เพราะฉะนั้น Infographic ที่ดี คือการออกแบบข้อมูลให้มีความน่าสนใจจนเกิดการรับรู้ในวงกว้าง สู่ประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของเนื้อหานั้นอย่างแท้จริง



digital-marketing

วิวัฒนาการ Digital Marketing 16 ปี

# Digital Marketing



Digital marketing ส่วนใหญ่คงเคยได้ยินกันอยู่แล้ว แต่ความเป็นมานั้นเป็นอย่างไร เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดบนโลกใบนี้ คิดว่าผู้อ่านน้อยคนนักที่จะทราบและไล่เรียงกันได้ถูก Motion Info Studio จึงอยากพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปที่ปี 2000 เพื่อทราบถึงความเป็นไปในแต่ละยุคสมัย

ก่อนอื่นขออธิบายเพื่อให้เข้าใจความหมายที่ตรงกันอีกครั้งหนึ่ง Digital marketing คือเครื่องมือทางการตลาดที่ใช้ติดต่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น smartphone computer แท็บแล็ต โน้ทบุ๊ค เพื่อสร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ แบรนด์ สินค้า และการสร้างยอดขายให้เกิดขึ้นตามแต่วัตถุประสงค์

มาดูกันว่าวิวัฒนาการของ digital marketing  ตั้งแต่ปี 2000 – 2016 นั้นเริ่มมีสิ่งไหนเกิดขึ้น และเพิ่มศักยภาพด้านการทำการตลาดยุคดิจิตอลกันอย่างไรบ้าง

ปี 2000 – เราเริ่มทำการตลาด1.บนโทรทัศน์ ที่เห็นได้ชัดเจนคือการแนะนำสินค้ากันผ่านทางทีวีทั้งโฆษณา TVได้เร็ค กับวลีนี้หลายท่านคงคุ้นเคย “โอ้วพระเจ้า จอร์จมันยอดมาก” 2.ทางอีเมลเชื่อว่าหลายท่านก็คงจะเคยสมัครสมาชิกหรือกรอกข้อมูลที่ใดไว้และมักจะได้รับอีเมลส่งข่าวสาร แนะนำโปรโมชั่น เสนอขายต่างๆส่งมาทางอีเมลบ่อยครั้งหรือแทบจะทุกวันก็ได้ 3.เว็บไซต์กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกกิจการ ทุกธุรกิจต้องมีไม่ว่าจะเป็นประเภทสินค้าหรือบริการ เว็บไซต์กลายเป็นเสมือนหน้าร้านที่เปิด 24 ชม.ให้ผู้ชมได้เข้าทำความรู้จัก

ปี 2004 – เกิดช่องทาง social media ต่างๆ ในการติดต่อสื่อสาร เพิ่มช่องทางทำการตลาดที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เราจะเริ่มสื่อสารกันบนโลกออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยังจำ MSN QQ Hi5 กันได้ไหมคะ หลายท่านคงได้สัมผัสช่วงยุค Social Media เหล่านี้

ปี 2006 – เมื่อช่องทาง Social Media ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น สามารถสื่อสารกันได้รวดเร็วขึ้น กระแสนิยมทำการตลาดบน social media จึงมากขึ้นตามไปด้วย พร้อมๆกับการเริ่มทำการตลาดบน youtube

ปี 2012 – คนต่างคุ้นชินกับโลก Online และคล่องแคล่วกับการใช้เครื่องมือดิจิตอลชนิดต่างๆกันมาก แนวโน้มการทำธุรกิจของกิจการต่างๆ จึงหันมาลุยทำการตลาด online เพิ่มมากขึ้น

ปี 2013 – social media อาทิ Facebook ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อความรวดเร็วในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์และสร้างยอดขาย

ปี 2014 – ผู้คนล้วนต่างมี Smart phone เป็นของตัวเอง การใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญทั้งขณะเดินทาง กินอาหาร ทำงาน ต่างก็จะต้อง Online เพื่อทำบางสิ่งบางอย่าง ธุรกิจและกิจการต่างๆรวมถึงนักการตลาดจึงเล็งเห็นว่า การทำแอพพลิเคชั่นและการสร้าง community จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจและดึงดูดลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายให้อยู่กับแบรนด์ไปนานๆ

ปี 2015 – เมื่อจะสร้างรู้สึกร่วมให้เกิดขึ้นกับตัวแบรนด์หรือสินค้า เจ้าของกิจการหรือตัวนักการตลาดเอง จึงมุ่งเน้นความสำคัญของ สาร (content)ที่สื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความรู้สึก Inner ร่วม มีความเข้าใจในแบรนด์และตัวสินค้าของธุรกิจ

ปี 2016 – เป็นปีที่ทุกธุรกิจหันมาแข่งขันกันด้วย สาร (content) ซึ่งต้องเป็นสารที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ไว้ได้ เน้นสร้างสารที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจ แล้วจึงสอดแทรกสิ่งที่ต้องการประชาสัมพันธ์โดยอ้อม

Creditเนื้อหา : Digital Marketing Concept & Case

Motion Info Studio เรียบเรียงและอธิบาย





Video Content

VDO Content สำคัญจริงหรอ?

# Video Content

ก่อนอื่นมาลองตอบคำถามง่ายๆในใจกันก่อนว่าใครพบเจอปัญหาเหล่านี้กันบ้าง  

  1. ทำการตลาดเท่าไหร่ ลูกค้าก็ไม่ค่อยให้ความสนใจอย่างที่ตั้งเป้าไว้
  2. ทำ Website หมดเงินมากมาย คนเค้ามาดูแป๊ปเดียวก็จากไป
  3. สินค้าเราดีนะ แต่ทำไมไม่มียอดสั่งซื้อเลย
  4. ลูกค้าไม่เชื่อถือ วางใจ มั่นใจในแบรนด์
  5. พยายามอธิบายธุรกิจยืดยาว สุดท้ายลูกค้าก็เออๆ ออๆ แต่ไม่มี Inner ร่วม

หากคุณตอบใช่เพียง 1 ข้อ หยุดทุกอย่างละตั้งใจอ่าน…ก่อนที่ธุรกิจที่ตั้งใจสร้าง จะกลายเป็นเพียงสายลม บทความนี้ Motion Info Studio จะมาสรุปให้ดูกันว่า VDO Content ช่วยแก้ปัญหาอะไรคุณได้บ้าง

    VDO Content สามารถช่วยหย่นระยะเวลาในการสื่อสารถ่ายทอดข้อมูลไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่าง กระชับ ตรงประเด็น โดนๆ จะขายของ จะปั้นแบรนด์ จะให้ข้อมูล ก็ทำได้ทั้งนั้น

    ข้อดีของการทำ VDO Content คืออะไร

  1. กลุ่มเป้าหมายมี Inner ร่วมกับแบรนด์มากขึ้น เพิ่ม Engagement ที่ดีและยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์อีกด้วย
  2. จากสถิติให้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก หากหน้าเว็บของเรา สามารถเล่าเรื่องด้วย VDO จะสามารถเพิ่มความสนใจในการดูเว็บเรานานขึ้นถึง 88% ทีเดียว
  3. การนำเสนอสินค้าด้วย VDO หรือการแนะนำทีมงานด้วย VDO จะเพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้า และไว้วางใจแบรนด์ของเรามากยิ่งขึ้น
  4. ธุรกิจที่ขายสินค้าผ่านหน้าเว็บ หากมีการนำเสนอสินค้าด้วย VDO จะมีการชมสินค้านานขึ้นถึง 120 วินาทีนั่นหมายความว่า โอกาสในการขายสินค้าสำเร็จนั้นก็มากขึ้นตามไปด้วย

    การทำ Content Marketing ให้น่าสนใจ ได้ผลลัพธ์ ยอดขายพุ่ง ไม่ใช่การเทงบซื้อโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่มีอีกหลายองค์ประกอบที่นักการตลาด ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจต้องทำความเข้าใจ

vdo content

ตอนถัดไป Motion Info Studio จะชวนคุณมาพบกับเนื้อหาที่กระชับเข้าใจง่าย ตามสไตล์ Motion Info Studio เช่นเคย ติดตามบทความดีๆที่นี่ www.motioninfostudio.com เพราะเราคือผู้มีประสบการณ์ในการทำ VDO Content ที่ดี



SME หรือ Startup

เป็น SME หรือ Startup กันแน่นะ!!

#เป็น SME หรือ Startup

มีใครไหมเอ่ยไม่เคยได้ยินคำว่า SME และ Startup  ที่มาแรงและเป็นที่พูดถึงในวงการการตลาดและวงการธุรกิจอย่างมากในตอนนี้ โดยเฉพาะคำว่า Start up นั้นดูจะเป็นกระแสแรงต่อเนื่อง ทั้งที่ Startup เป็นคำที่มีมานานแล้วในต่างประเทศ เป็นธุรกิจที่เน้นการเติบโตอย่างรวดเร็ว และใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมเป็นหลัก

วันนี้ Motion Info Studio ขอสรุปตามสไตล์ มาให้ทุกท่านดูกัน ว่า เจ้า SME และ เจ้า Starup นี้เขาต่างกันอย่างไรน้อออ

smestartup-01smestartup-02smestartup-03

คุณชาย SME เค้ามักจะเลือกทำธุรกิจที่มีอยู่แล้ว เช่นร้านกาแฟ ร้านอาหาร แตกต่างกันไปตามสไตล์ของเจ้าของ เรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆก็ไม่ได้ซีเรียสมีก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่ คุณStartup เนี่ยฉันต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ถ้าธุรกิจมีอยู่แล้วก็ต้องโดดเด่นและแตกต่าง ใส่นวัตกรรมเข้าไปเช่น Grap Google เป็นต้น

เป้าหมายของคุณชาย SME เริ่มต้นจากธุรกิจขนานกลางและขนาดย่อม เน้นสร้างผลกำไร สร้างรายได้ให้เร็วที่สุด แต่เป้าหมายคุณ Startup ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ ขอเติบโตให้เร็วที่สุด ต้องครองตลาดให้จงได้ โวะโฮะๆ

smestartup-04smestartup-05smestartup-06

กลับมาที่เรื่องทุนรอน คุณชาย SME ตั้งธุรกิจจากทุนของตัวเอง ครอบครัว หุ้นส่วน กู้ธนาคาร นักลงทุนบ้าง แต่ถ้า คุณStartup เนี่ยนอกจากเริ่มที่ทุนของตัวเองแล้วก็เน้นมาที่การระดมทุน จากนักลงทุนไม่ว่าจะ Angels Investor หรือ VCs ต่างๆ

ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของทั้งคู่ คุณชาย SME มีเวลาชิว ทำงานบ้าง ออกหาประสบการณ์บ้าง พอมีเวลาหายใจหายคอ Balanceเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แต่ชายStart up หนุ่มใหม่ไฟแรงที่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ปีแรกๆนั้นอาจจะเร่งรีบกับธุรกิจกว่ามาก ทั้งเจอแรงกดดันเรื่องนายทุนรอผลตอบแทนจากธุรกิจ แต่ไปชิวตอนหลังสบายๆ แต่ว่าอันนี้ก็แล้วแต่ลักษณะแต่ละคนด้วยน้า

ช้าก่อน!! รู้รึเปล่าว่าจากสถิติเนี่ย บอกมาว่า 32% ของธุรกิจ SME จะล้มเหลวภายใน 3 ปี และ 92% ของธุรกิจ Startup จะล้มเหลวไปภายใน 3 ปี หมายความว่าโอกาสรอดของธุรกิจ Startup นั้นมีน้อยกว่า SME อยู่มากโข

smestartup-04smestartup-05smestartup-06

อย่าเครียดๆ ทุกธุรกิจนั้นผู้นำสำคัญเสมอ ธุรกิจ SME ผู้นำบริหารคนและพัฒนาตนเองไปพร้อมๆกับการเติบโตของบริษัท เช่นขยายสาขา ขยายบริษัท ผู้นำก็ต้องพัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ เสมอๆ ส่วนผู้นำของธุรกิจ Startup นั้นเมื่อมีแรงกดดันที่มากกว่าและเป้าหมายคือการครองตลาดและการเติบโตอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นผู้นำจึงต้องปรับตัวให้ไว พัฒนาตัวเองให้ทันกับธุรกิจที่โตแบบก้าวกระโดด ธุรกิจจึงจะสามารถอยู่รอดได้

smestartup-04smestartup-05smestartup-06

พอรู้กันแล้วใช้ไหมเอ่ยว่าธุรกิจของเรานั้นเป็นแบบไหน ครั้งหน้า Motion Info Studio มีความรู้ดีๆกับการใช้สื่อ VDO ทำการตลาด ว่าทำไปทำไม มันได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิ์ภาพจริงๆนะหรอ ฝากกดติดตามเราด้วยนะจ๊ะ

smestartup-13

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก tinyurl.com,medium.com,Disrupt University

เรียบเรียงใหม่โดย Motion Info Studio



Motion Graphic

Motion Info Studio รับผลิตสื่อ infographic ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ

# รับผลิตสื่อ infographic ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ

พอกันทีกับ..โฆษณาสุดเงียบ, Presentแสนเบื่อ, แบรนด์ที่ถูกเมิน
วันนี้..ตอนนี้..เดี๋ยวนี้ !!!!
เค้าใช้สื่อ Infographic กันหมดแล้ว นำเสนอกี่ทีก็ ปัง ปัง ปัง
แบรนด์ดี ยอดขายเกิด แชร์กันไม่หยุด เปิดกี่ทีใครๆก็ดู ช้าอะไร…
เลิกเป็นคนในมุมมืด ธุรกิจในมุมเงียบ พอๆๆๆ
คิดหัวข้อไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ให้เรา Motion Info Studio ช่วยคุณ….

ติดต่อ 088-245-542-9
Lind Id: @motioninfostudio
E-mail: info@motioninfostudio.com

Motion Info Studio เปิดรับสมัคร AE Freelance

แหล่งสร้างสรรค์นวัตกรรมการสื่อสารทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุมทุกรูปแบบธุรกิจ ด้วยการนำเสนอที่น่าสนใจ เข้าใจง่าย เป็นที่นิยมในธุรกิจหลากหลายประเภทดำเนินงานโดยทีมงานที่มากประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการผลิตสื่อเป็นอย่างดี ใส่ใจในทุกรายละเอียด และพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและสื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมายของลูกค้ามากที่สุด

สิทธิประโยชน์:
1. รับทั้งค่าคอม 10% ต่องาน
2. Incentive ตามยอด
3. เสื้อยืดแบรนด์ 2 ตัว
4. ไม่ต้องเข้าออฟฟิต
5. เวลายืดหยุ่นในการทำงาน
6. สัญญาจ้างงาน 3 เดือน หากผลงานดีพิจารณาบรรจุเป็นพนักงานประจำเพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น

คุณสมบัติผู้สมัคร
1. ไม่จำกัดเพศ
2. วุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป หรือประสบการณ์งาน ขายมากกว่า 3 ปี
2. มีทักษะด้านการขาย และการนำเสนอที่ดี
3. มีความสามารถ ขยัน รับผิดชอบ รักความก้าวหน้า
4. มีบุคคลิกที่โดดเด่น มั่นใจ กล้าพูดกล้าคุย
5. มีวินัย และบริหารจัดการตัวเองที่ดี

ส่ง Resume ให้เรารู้จักคุณมากขึ้นทาง
job@motioninfostudio.com

สนใจสมัครพร้อมขอรายละเอียดผลตอบแทน และสัญญา add มาเลยค่ะ
Line: @motioninfostudio

*ด่วน โอกาสที่มากกว่า บริษัทจะมีออกบูธวันที่ 28 พค. 59 นี้ที่ศูนย์สิริกิต

หากผ่านการคัดเลือกสามารถไปตลุยหาลูกค้าภายในงานได้ทันที

“เราเป็นบริษัทที่คุณจะมั่นใจและสบายใจในการทำงาน

เรา เที่ยงตรง ยุติธรรม ใส่ใจพนักงานทุกคน

เราทำงานเป็นทีม ประหนึ่ง ครอบครัว พี่น้อง”